การแพ้ยา

การแพ้ยา



เมื่อคุณรับประทานยาแล้วเกิดผื่น หรือแน่นหน้าอก แสดงว่าคุณอาจจะมีอาการแพ้ยา แต่การเกิดผลข้างเคียงจากยามิใช่หมายความว่าแพ้ยาเสมอไป อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้ และผู้ป่วยก็ยังสามารถรับยานั้นได้ แต่ถ้าหากเกิดจากแพ้ยาผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงยาที่แพ้โดยเด็ดขาด

การแพ้ยาหมายถึงเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้มักจะเกิดอาการหลังรับประทานยา ทันทีหรือไม่เกิน 2 ชั่วโมงอาการที่สำคัญได้แก่

•ผื่นคัน
•คัดจมูก
•หายใจไม่ออก หายใจเสี่ยงดังหวีด
•บวมแขนขา
การที่จะทราบแน่ชัดต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ หลังจากที่ทราบชื่อยาที่แพ้แล้วก็จดชื่อยาที่แพ้ไว้กับตัว หรืออาจจะทำป้ายติดไว้กับตัว การรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงจากยาชนิดนั้นโดยเด็ดขาด ก่อนที่แพทย์จะจ่ายยาต้องบอกแพทย์ทุกครั้งว่าแพ้ยาอะไร ก่อนรับยาจากเภสัชกรต้องถามชื่อยาและบอกว่าแพ้ยาอะไรแก่เภสัชกรเนื่องจากยาชนิดเดียวกัน อาจจะมีหลายชื่อ ผลเสียที่เกิดจากยาอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น






•Overdose or toxicity ได้รับยาเกินขนาด เช่นการได้ราปฏิชีวนะรักษาโรคติดเชื้อหากได้ติดต่อกันนานๆอาจจะมีผื่นเกิดขึ้น
•Secondary effects ผลข้างเคียงจากฤทธิ์ของยา เช่นเร่รับประทาน aspirin เพื่อแก้ปวดแต่เกิดเลือดออกง่าย เลือดออกง่ายเป็นผลจากยา aspirin
•Side effects คือผลข้างเคียงของยา เช่นกินยาลดน้ำมูกจะมีอาการปากแห้งใจสั่น นอนไม่หลับ กินยาแก้หอบหืดจะมีอาการมือสั่นใจสั่น กินยาแก้ปวดจะมีอาการปวดท้อง ท่านสามารถอ่านผลข้างเคียงได้จากสลากยาที่กำกับ อาการข้างเคียงไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคนที่กินยา อาจจะเกิดกับบางคนเท่านั้น
•Drug interactions ท่านหากรับประทานยามากกว่าหนึ่งชนิดท่านต้องทราบว่ายาสองชนิดมีปฏิกิริยาส่งเสริม หรือหักล้างกันหรือไม่ทั้งในแง่ของการรักษาและผลข้างเคียงของยา เช่นรับประทานยาชนิดหนึ่งและเมื่อได้ยาอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะส่งผลให้ยานั้นออกฤทธิ์ หรือผลข้างเคียงมากขึ้นและอาจจะเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ยา
•Idiosyncratic reactions เป็นปฏิกิริยาที่เกิดโดยคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดอาการภูมิแพ้หรือไม่
โปรดจำไว้ว่าหากท่านจะรับประทานยาหรือสมุนไพรท่านต้องคำนึงถึงการแพ้ยาทั้งที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้และจากอย่างอื่น นอกจากนั้นท่านที่รับประทานยามากกว่า สองชนิดต้องระวังว่าอาจจะเกิดผลเสียแก่ตัวท่าน
การเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้

เมื่อร่างกายได้รับสารชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกาย ทางผิวหนัง ทางรับประทาน ทางลมหายใจ หรือจากการฉีดยา หากร่่งกายรับสารนั้นได้ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกาย แต่หากสารนั้นเป็นสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย อาจจะรุ่นแรงมากจนทำให้เกิดเสียชีวิตกระทันหัน เรียกว่ายังไม่ได้ถอนเข็มก็เกิดอาการแล้ว หรือบางกรณีอาจจะเกิดปฏิกิริยาภูมิมาในภายหลังโดยที่ตัวคนไข้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปรับสารใดมาบ้าง ความรุนแรงและความรวดเร็วของการเกิดภูมแพ้ขึ้นชนิดของภูมิแพ้ซึ่งแบ่งออกเป็น

IgE - Mediated Reaction

เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgE ขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม

•IgE จะจับกับโปรตีนของสารภูมแพ้และเกาะกับผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Mast cell
•หลังจากนั้นจะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมาทำให้เกิดการหลังของสารเคมอีกหลายชนิด histamine heparin Protease Eosinophil chemotactic factor Neutrophil chemotactic factor ,Leucotriene ,prostaglandin
สารต่างๆเหล่านี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมแพ้เฉียบพลันที่เรียกว่า Anaphylaxis ซึ่งมีอาการดังต่อไปนี้

•ลมพิษ
•ความดันโลหิตต่ำ
•คัน
•Angioedema
ตัวอย่างสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ชนิดนี้

•ยาโดยเฉพาะกลุ่ม pennicillin
•การให้เลือด
•วัคซีน
•ฮอร์โมน
Cytotoxic/Cytolytic Reaction

ร่างกายจะสร้างภูมิชนิด IgG,iGm ,Complement มาจับกับโปรตีนของสารก่อภูมิแพ้ทำให้มีการทำลายของเซลล์โดยเฉพาะเซลล์ของเม็ดเลือดทำให้เกิด การแตกของเม็ดเลือดแดง( Immune hemolytic anemia) เกล็ดเลือดต่ำ(Thromobocytopenia) เม็ดเลือดขาวต่ำ (Granulocytopenia) ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาชนิดนี้

•pennicillin
•quinidine
•sulfonamide
•methyldopa
Immune Complex Reaction

ภูมิของร่างกายจะรวมกับโปรตีนของสารภูมิแพ้เกิดสารที่เรียกว่า immune complex ซึ่งจะไหลเวียนไปในกระแสเลือด เมื่อimmune complex นี้ไปเกาะที่เส้นเลือดก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาดังนี้

•เกร็ดเลือดจะมาเกาะรวมกลุ่ม plattlet aggregation
•มีการกระตุ้นเซลล์ Mast cell activation
•มีการกระตุ้น ทำให้เกิด การรั่วของผนังหลอดเลือด{permiability} การหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ(ทำให้เกิดปวด บวม แดง ร้อน)
อาการของภูมิแพ้ชนิดนี้ได้แก่

•ไข้
•ผื่นที่ผิวหนัง
•ต่อมน้ำเหลืองโต
•ปวดข้อ
•ไตอักเสบ
•ตับอักเสบ
ยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดนี้ได้แก่

•hydralazine ยาลดความดันโลหิต
•procanamide
•isoniazid ยารักษาวัณโรค
•phenyltoin ยากันชัก
T-cell Mediated Reaction

ปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดจากเซลลT-cell์ lymphocyte ถูกกระตุ้นเมื่อได้รับสารภูมิแพ้ อาการที่สำคัญของการเกิดภูมิแพ้ชนิดนี้คือพวกผื่นแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส

แพ้ยาทำให้เกิดไข้

ท่านที่เป็นโรคติดเชื้อและซื้อยารับประทาน หลังจากรับประทานไประยะหนึ่งไข้ไม่ลง ซึ่งอาจจะเกิดจากแพยาก็ได้ ยาที่เกิดอาจจะเป็นไข้ต่ำๆตลอด หรือไข้สูงเป็นช่วงๆยาที่มักจะทำให้เกิดไข้คือยากลุ่มปฏิชีวนะ เมื่อหยุดยา 24-48 ชั่วโมงไข้ก็จะลงเอง

ยาที่ทำให้เกิดผลภูมิแพ้ที่ตับ

ปฏิกิริยาภูมิแพ้อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของตับ โดยตับจะโตและเจ็บเมื่อเจาะเลือดตรวจจะพบว่ามีค่า SGOT,SGPT สูงและอาจจะมีดีซ่าน ยาที่ทำให้เกิดตับอักเสบที่พบบ่อยได้แก่

•phenotiazine
•sulfonamide
•halathane
•phenyltoin
•Isoniazid
ยาที่ทำให้เกิดโรคปอด

ผู้ป่วยที่ใช้ยาเป็นประจำเช่นยา nitrofurantoin sulfasalaxine นานๆอาจะทำให้เกิดโรคที่ปอด ทำให้เกิด ไข้ ไอ และมีผื่น เมื่อเจาะเลือดพบว่า eosinphil ในเลือดสูง การรักาาให้หยุดยานั้นเสีย

การแพ้ยา penicillin

ยากลุ่ม penicillin เป็นยาที่แพ้ได้บ่อยที่สุด การเกิดภูมิแพ้ได้หลายแบบ IgE,Immune Complex,Cytotoxic เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแพ้ยาpenicillin อาการแพ้มีได้หลายแบบ

•ลมพิษ
•คัน
•ผื่นได้หลายๆแบบ
•แพ้แบบรุนแรงได้แก่ หนังตา ปากบวมที่เรียกว่า angioedema กล่องเสียงบวม(laryngeal edema) หลอดลมเกร็ง()ความดันโลหิตต่ำ
•บางรายผื่นเป็นมากทำให้เกิดลอกทั้งตัวที่เรียกว่า steven johnson syndrome
•ในทางห้องทดลองพบว่าผู้ที่แพ้penicillin สามารถแพ้ยากลุ่ม cephalosporin ดังนั้นหากสามารกเลือกยากลุ่มอื่นได้น่าจะเป็นการปลอดภัย
•การแพ้ยา cephalosporin ก็ไม่จำเป็นต้องแพ้ penicillin
penicillin เมื่อให้ในโรคต่อไปนี้จะทำให้เกิดผื่นได้ง่าย

•ติดเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ infectiuos mononucleosis
•,มะเร็งเม็ดเลือดขาว
•กรดยูริกในเลือดสูง
•ให้ยาpenicillin ร่วมกับ allopurinol
แพ้ยา sulfonamide

ยา sulfonamide เป็นยาผสมในยาหลายชนิดได้แก่ ยาปฏิชีวนะ(bactrim) ยาแก้ปวด() ยาขับปัสสาวะ ยาลดน้ำตาลในเลือด

การแพ้ aspirin

อาการของผู้ที่แพ้ aspirin มีได้หลายรูปแบบ

•ผื่นลมพิษ
•angioedema หน้าหนังจาปากบวม
•น้ำมูกไหล
•หลอดลมเกร็งทำให้แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หากเป็นมากอาจจะมีตัวเขียว ริมฝีปากเขียว
•ความดันโลหิตต่ำ
•ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด หรือไซนัสอักเสบจะแพ้ได้ถึงร้อยละ30-40
การรักษาอาการแพ้ยา

สำหรับผู้ทีอาการแพ้เฉียบพลัน

•ให้หยุดยานั้นทันที
•หากมีอาการแพ้รุนแรงแบบ anaphylaxis ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงกับชีวิต ต้องไดรับยา epinephrine
•สำหรับผู้ที่มีผื่นลมพิษหรือ angioedema ให้ยาแก้แพ้รับประทาน
•ให้ยา steroid ชนิดรับประทาน
สำหรับผู้ที่แพ้ไม่เฉียพลัน

•ให้หยุดยาที่สงสัย หลังหยุดยาผื่นอาจจะยังเกิดขึ้นต่อไปได้อีก
•หากผื่นเป็นน้อยให้ยาแก้แพ้ชนิดเดียวก็น่าจะพอ
•สำหรับผู้ที่มีผื่นมากและมีท่าจะเป็นมากขึ้นก็สามารถให้กิน steroid ชนิดกินระยะสั่นๆ
•สำหรับผู้ที่มีการอักเสบของไต serum sickness ปวดข้อ อาจจะต้องให้ยา steroid และยาแก้แพ้รับประทาน
November 9, 2003



แพ้อากาศ อาการของโรคภูมิแพ้ การทดสอบภูมิแพ้ การรักษา ยาที่ใช้รักษาโรคภูมิแพ้ แพ้แบบรุนแรง ลมพิษ แพ้ยาง แพ้อาหาร แพ้แมลง ผื่นแพ้จากการสัมผัส ตาอักเสบจากแพ้ยา

เภสัชกรตัวอย่าง


การใช้อักษรย่อของคำ สัตวแพทย์ สัตวแพทย์หญิง นายสัตวแพทย์


เนื่องจากคำนำหน้านามเกี่ยวกับวิชาชีพสัตวแพทย์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันยังมีความลักลั่น กล่าวคือ คำว่า “นายสัตวแพทย์” มีทั้งที่ใช้อักษรย่อว่า สพ. นสพ. น.สพ. คำว่า “สัตวแพทย์หญิง” มีทั้งที่ใช้อักษรย่อว่า สพญ. สพ.ญ. และโดยที่ราชบัณฑิตยสถานได้เคยกำหนดคำย่อของ นายสัตวแพทย์ ว่า สพ. จึงมีผู้ท้วงติงและให้ข้อมูลเรื่องการใช้อักษรย่อดังกล่าวจากผู้ที่อยู่ในแวดวงวิชาชีพสัตวแพทย์ว่า อักษรย่อ สพ. ใช้กับสัตวแพทย์ทั้งชายและหญิงที่จบประกาศนียบัตร แต่ถ้าเป็นสัตวแพทย์ปริญญาที่เป็นชาย เรียกว่า นายสัตวแพทย์ ใช้อักษรย่อว่า น.สพ. ส่วนสัตวแพทย์หญิง ใช้อักษรย่อว่า สพ.ญ.


ราชบัณฑิตยสถาน โดยคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย จึงได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวและได้สอบถามข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกทางหนึ่ง ได้ความตรงตามที่มีผู้ทักท้วงมาและเพื่อมิให้การใช้อักษรย่อของคำว่า นายสัตวแพทย์ สัตวแพทย์หญิง และ สัตวแพทย์ มีความลักลั่นและสื่อความหมายได้ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง โดยที่หลักเกณฑ์การย่อคำให้ใช้พยัญชนะต้นของแต่ละพยางค์ แล้วรวบจุดหลังพยัญชนะตัวสุดท้ายเพียงจุดเดียว คำ นายแพทย์ แพทย์หญิง จึงย่อว่า นพ. และ พญ. คำว่า ทันตแพทย์ ทันตแพทย์หญิง ย่อว่า ทพ. และ ทพญ. คำว่า เภสัชกร เภสัชกรหญิง ย่อว่า ภก. และ ภกญ. คำว่า เทคนิคการแพทย์ เทคนิคการแพทย์หญิง ย่อว่า ทนพ. และ ทนพญ. คำว่า พยาบาล พยาบาลชาย ย่อว่า พย. และ พยช. ตามลำดับ


คณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย แห่งราชบัณฑิตยสถาน จึงได้มีมติให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้ในการย่อคำว่า นายสัตวแพทย์ สัตวแพทย์หญิง และสัตวแพทย์ กล่าวคือ


คำว่า สัตวแพทย์ (สัตวแพทย์ทั้งชายและหญิงที่จบประกาศนียบัตร) ให้ใช้ว่า สพ.
คำว่า นายสัตวแพทย์ (สัตวแพทย์ปริญญาที่เป็นชาย) ให้ใช้ว่า นสพ.
คำว่า สัตวแพทย์หญิง (สัตวแพทย์ปริญญาที่เป็นหญิง) ให้ใช้ว่า สพญ.


เพื่อให้เข้าชุดกับอักษรย่อของคำอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น การย่อคำว่า นายสัตวแพทย์ แม้ว่าจะไปเหมือนกับการใช้อักษรย่อของคำว่า หนังสือพิมพ์ คือใช้ว่า นสพ. แต่การสื่อความต้องอาศัยบริบทหรือข้อความที่อยู่แวดล้อม ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าอักษรย่อ นสพ. ในกรณีนั้น ๆ หมายถึงคำใด.

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

บทความนี้ขาดหรือต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิง เพื่อให้พิสูจน์ยืนยันได้ถึงที่มาและความน่าเชื่อถือ คุณสามารถพัฒนาบทความนี้ได้โดยเพิ่มแหล่งอ้างอิงตามสมควร เนื้อหาที่ขาดแหล่งอ้างอิงอาจถูกลบออก
คณะเภสัชศาสตร์
มหาวิทยาลัยรังสิต


ข้อมูลทั่วไป
ชื่อภาษาอังกฤษ Faculty of Pharmacy Rangsit University

วันจัดตั้ง 3 มิถุนายน พ.ศ. 2530

คณบดี รศ.ภญ.ดร.อรพรรณ มาตังคสมบัติ

สีประจำคณะ สีเขียวมะกอก
สถานปฏิบัติการ สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน

เว็บไซต์ www.rsu.ac.th/pharmacy/


ที่อยู่
52/347 หมู่บ้านเมืองเอก ถนนพหลโยธิน หลักหก ปทุมธานี 12000
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับอนุมัติจากทบวงมหาวิทยาลัยให้เปิดดำเนินการสอนหลักสูตรเภสัชศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ได้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2530 นับเป็นคณะเภสัชศาสตร์สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย นอกเหนือจากคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐ 6 สถาบันในขณะนั้น โดยมี ศ.(พิเศษ)ภญ.ฉวี บุนนาค เป็นคณบดีคนแรกของคณะ (พ.ศ. 2530-2541) คณบดีท่านต่อมาคือ ศ.ภญ.ดร.สสี ปันยารชุน (พ.ศ. 2541-2545) และ รศ.ภญ.ดร.อรพรรณ มาตังคสมบัติ (พ.ศ. 2545-ปัจจุบัน)

โดยนักศึกษาจะศึกษาเพื่อการเป็นเภสัชกรในช่วง 4 ปีแรกของหลักสูตร และศึกษากระบวนวิชาทางเลือก ให้มีความรู้และทักษะเฉพาะทาง ตลอดจนฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพในทางเลือกในชั้นปีที่ 5 ต่อมาได้มีการปรับปรุงหลักสูตรอีก 3 ครั้ง คือ หลักสูตรเภสัชศาสตร์ปีการศึกษา 2542 ประกอบด้วย 232 หน่วยกิต (ไตรภาค) หลักสูตรเภสัชศาสตร์ ปีการศึกษา 2544 ประกอบด้วย 186 หน่วยกิต (ทวิภาค) และหลักสูตรเภสัชศาสตร์ ปีการศึกษา 2546 ในปีการศึกษา 2545 คณะเภสัชศาสตร์ได้รับอนุมัติให้เปิดหลักสูตรเภสัชศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเภสัชศาสตร์ขึ้นอีก 1 หลักสูตร

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ผลิตเภสัชกรรุ่นแรกออกไปในปี 2535 จำนวน 41 คน จนถึงปัจจุบันได้ผลิตเภสัชกรไปแล้วรวม 19 รุ่น



กลุ่มวิชา
กลุ่มวิชาบริหารเภสัชกิจ
กลุ่มวิชาเภสัชอุตสาหกรรม
กลุ่มวิชาเภสัชเคมีวิเคราะห์
กลุ่มวิชาเภสัชเวทและตัวยา
กลุ่มวิชาเภสัชกรรมเทคโนโลยี
กลุ่มวิชาเภสัชกรรมคลินิกและชีวเภสัชศาสตร์
หลักสูตร
เปิดสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท
1. หลักสูตรปริญญาตรี
ในปีการศึกษา 2552 เป็นต้นไป ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรจากเดิมที่ใช้เวลาศึกษา 5 ปี (เภสัชศาสตรบัณฑิต) เปลี่ยนเป็น 6 ปี (หลักสูตรบริบาลเภสัชกรรม) ดังนั้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 เป็นต้นไป จะมีนักศึกษา 2 หลักสูตร เมื่อผลิตนักศึกษารหัส 51 จบหลักสูตร(5ปี)แล้ว หลักสูตรการศึกษาก็จะเหลือเพียงหลักสูตรเดียวคือ หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต สาขาการบริบาลทางเภสัชกรรม

1.1 หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ (Bachelor of Pharmacy Program)
นักศึกษารหัส 51 (เข้าเรียนปี 2551) จะเป็นรุ่นสุดท้ายของหลักสูตรนี้

ชื่อปริญญา

ชื่อเต็ม (ภาษาไทย): เภสัชศาสตรบัณฑิต
ชื่อเต็ม (ภาษาอังกฤษ): Bachelor of Pharmacy
อักษรย่อ (ภาษาไทย): ภ.บ.
อักษรย่อ (ภาษาอังกฤษ): B.Pharm.
1.2 หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต สาขาการบริบาลทางเภสัชกรรม (Doctor of Pharmacy Program)
จะเปิดสอนในปีการศึกษา 2552 เป็นต้นไป

ชื่อปริญญา

ชื่อเต็ม (ภาษาไทย): เภสัชศาสตรบัณฑิต (การบริบาลทางเภสัชกรรม)
ชื่อเต็ม (ภาษาอังกฤษ): Doctor of Pharmacy (Pharmaceutical Care)
อักษรย่อ (ภาษาไทย): ภ.บ.(การบริบาลทางเภสัชกรรม)
อักษรย่อ (ภาษาอังกฤษ): Pharm.D. (Pharm.Care)
2. หลักสูตรปริญญาโท
เปิดหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวเภสัชกรรม
: M.Sc.(Biopharmacy)
โดยมุ่งเน้นผลิตบุคลากรทางด้านชีวเภสัชกรรม เพื่อการสอน การวิจัยและการบริการทางวิชาการ ที่เป็นประโยชน์ต่องานสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

แนวข้อสอบเข้าเภสัชกร

แนวข้อสอบเข้า เภสัช รอบแรก
1.ไทย เน้นหลักภาษามากๆมีครบเกือบทุกส่วนค่อนข้างครอบ คลุม ความยากบางข้อประมาณ โอเน็ท บางข้อก็ เอเน็ท ทักษะสัมพันธ์แทบจะไม่มี 2.สังคม-เน้นครบทุกสาระการเรียน ศาสนา สังคมหน้าที่พลเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย(ทำสัญญา 50 บาทup นะครับ) ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์+สถานการณ์ปัจจุบันบางข้อ เช่น เลขา ยูเอ็น ตอบนาย บันคีมุน ไข้หวัดนก ตอบข้อ 4 อุปสงค์เนื้อเป็ดหน่ะ เอาแค่นี้ก่อน 3.อังกฤษ เน้นศัพท์มากๆๆๆใน เรื่องแรกcloze test (president of america) และใน reading passage สามเรื่องก่อนสุดท้าย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรคทางการแพทย์ 2 บท 1.การหาว(yawning) และ เรื่องโรคที่กล่าวไว้ว่า จะทำให้ blood cell ลดลง โดยเฉพาะในการย่อยอาหาร เพราะ nautrifil blood cell ลดลง ทำให้การย่อยทำงานไม่เต็มที่ และ เรื่องการใช้งานเกี่ยวกับ optic fiber 1 บท ส่วนอันอื่นก็เป็นการช่วย เป็นโฆษณากรอบเล็กๆ และ conversation 4.ฟิสิกส์ เรื่องที่นำมาออก 1.การเคลื่อนที่ใน 1 มิติ 2.แรง มวล การเคลื่อนที่ 3.การเคลื่อนที่เชิงมุม 4.การเคลื่อนที่ 2 มิติ 5.ไฟฟ้ากระแส 6.แม่เหล็กไฟฟ้า 7.ดอล์ปเปอร์ 8.แสงและการมองเห็น 9.แรงดัน+แรงลอยตัว 10.งานและกฎทรงมวล 11.ครึ่งชีวิต เอาคร่าวๆแค่นี้ก่อน 5.คณิตศาสตร์ เรื่องที่ออก 1.เซต 2.ตรรกศาสตร์ 3.จำนวนจริง 4.เมตริกซ์ 5.det 6.diff 7.สถิติ 8.เลขยกกำลัง 9.log 10.ตรีโกณ 11.ภาคตัดกรวย 12.เรียง สับเปลี่ยนหมู่ 13.เรขาคณิต วิเคราะห์ 14.คอมโพสิท ฟังก์ชัน 15.ฟังก์ชัน ประมาณนี้ครับ .................................... ข้อสอบรอบนี้ ยาก มากๆ เพื่อนที่สอบรอบแรกยังบอกว่ารอบนี้ยากกว่ารอบแร กอีก คณิต+ฟิสิกส์ ไม่ยากถ้าจำสูตรได้ (แต่เราจำม่ะได้อ่า อิอิ) ไทย+สังคม ก้อ ออกทั่วๆไป แต่อังกฤษ passage อ่านจนตาลาย แถมแปลไม่ออกอีก เหอะๆ ................................................................................................ ได้ข่าวมาว่า ฟิสิกส์ข้อ 22 เรื่องการสลายตัวง่ะ เหนเค้าว่าไม่มีคำตอบอ่ะ ช้อย ข. กะ ง. เหมือนกัน .................................................................................................... ข้อ 22 วิชา ฟิสิกส์ ไม่มีคำตอบที่จริงแล้วคำตอบน่าจะประมาณ ข้อ 4 ดูตามสเกลของคำตอบที่ไล่มาตั้งแต่ข้อ 1 จะลง ข้อ 4พอดี สรุป คือข้อนี้ ทุกคนได้คะแนน ปล.แต่ก็อย่าลืมนะครับว่าเราได้คะแนนคนอื่นเค้าก็ได้ เหมือนกัน จบแค่นี้ครับ .................................................................................................. รายละเอียดในแต่ละวิชา ชีววิทยา 75 ข้อ เนื้อหาค่อนข้างครอบคลุม แต่ส่วนที่ต่างออกไปจากการสอบในที่ต่างๆ ก็เป็นเช่นที่พี่ๆบอก คือ อาจารย์ท่านพยายามยัด "ศัพท์เฉพาะ" ลงทุกกระเบียดที่จะจับใส่ลงไปได้ มีบางข้อที่ไม่ได้ใช้ศัพท์เฉพาะเพราะเรื่องนั้นต้องใ ช้ภาษาไทยในการอธิบาบย เนื้อหาที่ออก 1.สิ่งมีชีวิตกับสภาวะแวดล้อม อันนนี้มีเรื่องวัฏจักรเข้ามา ,herbivorous,lichens,food chain 2.หน่วยของสิ่งมีชีวิต อันนี้มีทั้งออกตรงๆและแฝงอยู่ในข้ออื่นบางข้อ ส่วนมากถามหน้าที่ของเซลล์และหน้าที่ของส่วนประกอบย่ อยภายในเซลล์ อันนี้เยอะพิมพ์ไม่ไหว 3.ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต วิชาชีววิทยา ถ้าขาดเรื่องนี้ไปก้ไม่ใช่ชีวะว่ามั้ยครับ อาจารย์ท่านก็ให้เราท่องตลอด นักเรียนจำไว้นะจ๊ะว่าต้อง "คิงดอมมมมม ไฟล่ามมม คลาสสสส ออเด้ออ แฟมมิลี่ลลลล จีนัสซซ สปีชี่ชี่ชชชชช" อิอิ เรื่องนี้ออกทั้งเรื่อง พืชและสัตว์ ส่วนนี้ไม่ยากเกินไป(ถ้าจำได้) มีประมาณ 4 ข้อ 4.สารอาหารกับการดำรงชีวิต มีทั้งที่ถามในเรื่องนี้ตรงๆและนำไปใช้ตั้งคำถามร่วม ในข้ออื่นๆ เรื่องนี้ ถ้าตรงๆ ประมาณ 2 ข้อ นำไปถามร่วม ประมาณ 2 ข้อ 5.การย่อยอาหาร มีประมาณ 3 ข้อ ไม่นำไปเกี่ยวกับข้ออื่น 6.การลำเลียงสารในร่างกาย ออกทั้งในคนและสัตว์ ไม่แน่ใจจำนวนข้อ ประมาณ 5 ข้อ 7.การรักษาสมดุลของร่างกาย ส่วนมากเน้นถามเกี่ยวกับการกรองและขับถ่ายของเสียของ ไต วันนี้พี่ไตเค้าเป็นพระเอกเรื่องนี้ รวมๆประมาณ 4 ข้อ 8.พลังงานในสิ่งมีชีวิต อันนี้ไม่ออกตรงจะนำไปรวมเรื่องต่างๆหลายข้อ 9.การหายใจของสิ่งมีชีวิต เรื่องออกเป็นเหมือนตัวช่วย ที่ตรงๆ 1 ข้อถ้วน ตอบ ข้อ 1 อ๊อกซิเจน 10.การสังเคราะห้ด้วยแสง เรื่องไม่เน้นในภาพรวม แต่จะเน้นบ่งชี้เฉพาะหลักการทำของแต่ละส่วนของพืชว่า ส่วนนี้ทำอะไร หรือสิ่งนี้ส่วนไหนทำ ออกประมาณ 3 ข้อ ไม่แน่ใจ 11.การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต เน้นหน้าที่ของอวัยวะแต่ละส่วนว่าทำงานอย่างไร แต่ไม่ออกของสัตว์ มีเฉพาะของพืชและคน และที่สำคัญ พระเอกของเรื่องนี้คือพี่ mitosis และ meiosis เหมือนเดิม 12.การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต ถามเรื่องเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ 2 ข้อ 1.spinal cord (กระดูกสันหลัง) ตอบ ข้อ 2 mesoderm 2.ข้อไหน อยู่ในชั้น mesoderm อนนี้ ตอบ ข้อ 3. kidney(ไต) ส่วนที่เกี่ยวแต่ไม่ชัดมีอีก 1 ข้อ รวมประมาณ 3 ข้อ 13.ระบบประสาทและอวัยวะรับสัมผัส นี่คือพระเอกตัวจริงของวันนี้ เพราะอาจารย์ท่านจับมาไว้ตั้งแต่ข้อต้นๆ กลางๆ แถมตอนท้ายๆก็ยังเจออีก แต่ก็เป็นธรรมดาเพราะเรื่องนี้ศัพท์เฉพาะเยอะ แถมเรื่องให้ถามก็แยะ เอาเป็นว่ารวมๆประมาณ 9-10 ข้อส่วนมากจะถามเกี่ยวกับหน้าที่ของอวัยวะ และถามว่าหน้าที่นี้ส่วนไหนทำ อืม ประมาณนี้ 14.ฮอร์โมน ออกตรงๆประมาณ 3 ข้อ และนำไปโยงเรื่องการขับถ่ย และอาการแพ้(alleganic) อีก 2 ข้อ 15.การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ออกเฉพาะของคนและสัตว์ประมาณ 2-3 ข้อ 16.พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต ออก FAP : fix action pattern ตอบ 1.innate และก็ข้อใดไม่ใช่พฤติกรรมสัตว์ในทะเลทราย ตอบ ข้อ 3.หากินตอนกลางวัน อืมประมาณนี้ 17.การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ถามลักษณะจีโนไทป์มา 1 ข้อ ตอบ 4.ถูกทุกข้อ 2.โรคทางพันธุกรรมที่เกิดแล้วเม็ดขาวมากเกินเกิดในอว ัยวะใด ตอบ 4.plasma(น้ำเลือด) และเรื่องที่ออกมากที่สุด บทนี้ก็ต้อง dna rna nitrogenous base ส่วนประกอบ dna การ translation และลำดับร่วม ของ dna และ rna ตอบ 1.AAGGCC เพราะไม่ใช้ UและTร่วมกัน ประมาณนี้ 18.วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เรื่องพลิกโผนึกว่าจะออกไม่มาก แต่ออก 4 ข้อ ถามทฤษฎีของดาร์วิน เป็นหลัก และมีพัฒนาการของมนุษย์ Australopithecus afarensis ว่าส่วนไหนพัฒนาลำดับแรก ตอบ 1.สมองใหญ่ และถามว่ายุคใดที่มนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรก ตอบ ข้อ 3.มหายุค paleosoic และถามว่า ยีราฟมีวิวัฒนาการอย่างไร เรื่องนี้รวมๆประมาณนี้ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นหลายเรื่องถามคาบเกี่ยวในข้อเดี ยวกัน ต้องความและนึกที่เราอ่านมาให้ออกแต่ถ้าไม่ได้อ่านมา หรืออ่านมาไม่ตรงก็จิ้มและกาลงไป และผ่านไปข้อต่อไป เท่าที่พอจำได้ก็ประมาณนี้ครับ คงเป็นประโยชน์สำหรับใครหลายๆคนนะครับ .............................................................................................................. เคมี มีทั้งออกเป็นถามความจำ คำนวณ และถูกผิด โดยรวมผมว่ายากใช้ได้ทีเดียว เรื่องที่นำมาออกสอบ 1.อะตอมและตารางธาตุ ถามแบบจำลองอะตอมรัทเทอร์ฟอร์ด 1 ข้อเป็นแบบผิดถูก ตารางธาตุและเลขอะตอม มีตั้งแต่ส่วนแรก กลาง และท้ายทั้งตรงๆและรวมอยู่กับข้ออื่น การจัดเรียงอะตอม สมบัติตามคาบ หมู่ IE EA การจัดเรียงอะตอม จุดเดือดจุดหลอมเหลว ประมาณนี้ 2.พันธะเคมี รูปร่างโมเลกุล โมเลกุลโคเวเลนซ์ พลังงานของปฏิกิริยา แรงยึดเหนี่ยว สารประกอบไออนิก พันธะโลหะ พันธะโคเวเลนซ์กับโครงผลึกร่างตาข่าย ออกรวมกัน ทั้งตรงๆและรวมกับเรื่องอื่น 3.สมบัติของธาตุและสารประกอบ สมบัติของสารประกอบของธาตุตามคาบ สารประกอบ oxide cloride ปฏิกิริยาธาตุหมู่ 1A 2A 7A ธาตุกัมมันตภาพรังสี ครึ่งชีวิต ธาตุและสารประกอบในสิ่งแวดล้อม 4.ขาดไม่ได้ ปริมาณสารสัมพันธ์ มวลอะตอม มวลโมเลกุล จำนวนของธาตุ ไอออน และสารประกอบ ความเข้มข้นของสารละลาย จุดเดือดและจุดเยือกแข็งของสารละลาย สูตรอย่างง่ายเอมพิริคัล และสูตรโมเลกุล การหาร้อยละโดยมวลของธาตุที่เป็นสารประกอบ การหาปริมาณสารจากสมการเคมี การหาขนาดปริมาตรของอะตอม ทุกส่วนที่กล่าวมามีข้อเดียวที่ใช้สูตรเดียวแล้วได้ค ำตอบ ส่วนมาก 2 สูตรแล้วตอบ และมี 1 ข้อ 4 ขั้นตอนแล้วถึงได้คำตอบ 5.ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ พระเอกก็คือ ก๊าซ มีทั้งให้หาปริมาตร ทฤษฎีจลน์ของก๊าซ และกฏความดันย่อยของดอลตัน ของเหลวก็ออกแต่เป็นถามความจำเรื่อง การลดปริมาตร ความหนืด ความดันไอของของเหลว ส่วนของแข็งถามความจำในเรื่องตัวทำละลายของของเ หลว การดูด คายพลังงาน ส่วนมากถามความจำ ยกเว้นก๊าซ 6.อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี การหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ได้จากการทดล อง การอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมีโดยใช้ทฤษฎีการชนของอน ุภาค เรื่องกราฟแสดงระดับพลังงานในสภาวะการก่อกัมมัน ต์ เรื่องออกน้อยเรื่องแต่ยาก ต้องตีโจทย์ให้ออกและนำมาวิเคราะห์ และที่สำคัญเรื่องกราฟต้องเข้าใจไม่งั้นเดาอย่างเดีย ว 7.สมดุลเคมี เรื่องนี้เกี่ยวพันไปหลายเรื่อง แต่ที่ต้องเข้าใจคือ ภาวะสมดุล การเขียนค่าคงที่สมดุล(K) สมบัติของค่าคงที่สมดุล กราฟเกี่ยวกับสมดุลเคมี หลักของเลอชาเตอริเยร์(สำคัญมากต้องเข้าใจสัญลักษณ์) สุดท้าย

บทนำสู่เภสัชศาสตร์

บทนำสู่วิชาเภสัชศาสตร์ (Introduction to Pharmacy)

“ยา” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ อันแสดงถึงความสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีพ และสำคัญจนกระทั่งมีพระโพธิ ด้านการปรุงยาเลยทีเดียว นามว่า “พระไภษัชยคุรุประภาตถาคต” ทรงถือหม้อยาในพระหัตถ์ สะท้อนถึงความเก่าแก่ของวิชาเภสัชศาสตร์นับพันปี แต่องค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์นั้น ไม่ได้หยุดนิ่ง หรือดูโบราณ หรือไม่ทันสมัย แต่กลับพัฒนาตามโลกและโรคตลอดเวลา นับเป็นศาสตร์หนึ่งที่มีคุณอนันต์ต่อมวลมนุษยชาติ และก็ได้พัฒนาไปพร้อมๆกับศาสตร์ในโลกนี้อีกหลายสาขา จวบจนปัจจุบัน เภสัชศาสตร์ นับว่าเป็นศาสตร์หนึ่งที่มีคุณอนันต์ต่อมวลมนุษยชาติ

คณะเภสัชศาสตร์ คงเป็นคณะที่น้องๆหลายคนใฝ่ฝันอยากเข้า หลายคนอาจคิดว่ารู้แล้ว ว่า เภสัชเรียนเกี่ยวกับอะไร แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า แท้จริงแล้ว เภสัชศาสตร์ เรียนเกี่ยวกับอะไรกันแน่

นิยามของวิชาเภสัชศาสตร์ (Definition of Pharmacy)



คำว่า “เภสัชศาสตร์” ก็มาจากคำว่า “เภสัช” ซึ่งแปลว่า “ยา” และ “ศาสตร์” ซึ่งหมายถึง “ความรู้” ส่วนคำว่า “Pharmacy” มาจาก “Pharmakon” ซึ่งแปลว่า “ยา” ดังนั้น เภสัชศาสตร์ จึงหมายถึง ความรู้ในเรื่องยา หรือ การศึกษาเกี่ยวกับยา

ขอบเขตของวิชาเภสัชศาสตร์ (Scope of Pharmacy)

การศึกษาเกี่ยวกับยานั้น เราศึกษาตั้งแต่ แหล่งของยา โครงสร้างทางเคมีของยา การผลิตเป็นรูปแบบยาเตรียมต่างๆ การควบคุมคุณภาพและการประกันคุณภาพยาและเภสัชภัณฑ์ การวิจัยและการพัฒนายาและเภสัชภัณฑ์ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เภสัชจลนศาสตร์ เภสัชพลศาสตร์ การใช้ยาทางคลินิกในโรคของระบบต่างๆ อาการไม่พึงประสงค์ของยา การติดตามผลของยา การประเมินการใช้ยา ไปจนถึงการบริหารจัดการเรื่องยาและกฎหมายเกี่ยวกับยา

ดังนั้น เภสัชศาสตร์ จึงเป็นวิชาที่เป็นสหสาขาวิชา คือ บูรณาการหลายๆศาสตร์เข้าด้วยกัน แต่มุ่งไปยังเรื่องของ “ยา”


แต่ในปัจจุบัน ขอบเขตของเภสัชศาสตร์ครอบคลุมในเรื่องยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารพิษ สารเสพติดและสารออกฤทธิ์ต่างๆ กล่าวโดยสรุป เภสัชศาสตร์ ก็คือการศึกษาเกี่ยวกับสารเคมีใดๆที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์ (และ ) และการใช้สารเคมีเหล่านั้นกับร่างกายเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ (โดยเฉพาะ ในทางการแพทย์)

สาขาของวิชาเภสัชศาสตร์ (Fields of Pharmacy)


1. กลุ่มวิชาบริบาลเภสัชกรรม (Pharmaceutical Care) :

1.1 สาขาวิชาเภสัชกรรมคลินิกและเภสัชกรรมโรงพยาบาล (Clinical Pharmacy and Hospital Pharmacy)



เภสัชกรรมคลินิก เป็นการศึกษาเกี่ยวกับโรคต่างๆและการรักษา ตั้งแต่พยาธิกำเนิด พยาธิสภาพ อาการและอาการแสดง การดำเนินของโรค ระบาดวิทยา ปัจจัยก่อโรค ปัจจัยส่งเสริม การวินิจฉัยและการรักษา ทั้งแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา

เภสัชกรคลินิกจะดูแลการใช้ยาในผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การออกแบบการบริหารยา (ชนิดตัวยา รูปแบบยา ขนาดยา ทางของการให้ยา) การประเมินการใช้ยา การค้นหาปัญหาที่เกี่ยวกับยา เช่น จ่ายยาเกินความจำเป็น ขนาดยาต่ำเกิน ขนาดยาสูงเกิน เป็นต้น การติดตามอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อันตรกิริยาของยา ผลข้างเคียงของยา การแพ้ยา และการปรับขนาดยาในผู้ป่วยในสภาวะต่างๆ เช่น ผู้ป่วยโรคตับหรือไต เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์และให้นมบุตร ซึ่งต้องใช้ความรู้ทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ คือ การดูดซึมยา การกระจายยา การแปรสภาพยา และการขับยา รวมทั้งความรู้ทางเภสัชพลศาสตร์ คือ กลไกการออกฤทธิ์ของยา


ในปัจจุบัน มีหลายมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตร 6 ปี เรียกว่า “Doctor of Pharmacy” หรือ “ห-ม-อ-ย-า” นั่นเอง โดยจะมีการราวด์วอร์ดร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ โดยเภสัชกรเป็นหนึ่งในทีมสหสาขาวิชาชีพทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Care Team) ดูแลผู้ป่วยในเรื่องยาอย่างใกล้ชิด

ส่วนเภสัชกรรมโรงพยาบาล เป็นการพูดรวมไปถึงระบบการกระจายยาในโรงพยาบาล ซึ่งก็คืองานการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก รวมทั้งงานการบริหารคลังเวชภัณฑ์ด้วย


1.2 สาขาวิชาเภสัชกรรมชุมชม (Community Pharmacy)


เภสัชกรรมชุมชน ก็คือ ร้านยา นั่นเอง เภสัชกรชุมชน นอกจากจำหน่ายยาแล้ว ยังต้องทำการซักประวัติ การวินิจฉัยโรคเบื้องต้น การเลือกใช้ยาและขนาดที่เหมาะสม แนะนำวิธีการใช้ยา นอกจากนี้ ยังมีการให้คำปรึกษาเรื่องยาและสุขภาพ รวมทั้งต้องมีความรู้ทางด้านการบริหารจัดการร้านยาในเชิงธุรกิจอีกด้วย



1.3 สาขาวิชาเภสัชสาธารณสุข (Pharmacy Public Health)



เภสัชสาธารณสุข เป็นการประยุกต์ความรู้ทางสาธารณสุขศาสตร์มาใช้ในงานทางเภสัชกรรม เช่น ระบบยา นโยบายแห่งชาติด้านยา พฤติกรรมสุขภาพ งานสาธารณสุขชุมชน การบูรณาการองค์ความรู้ทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ มาใช้ในงานเภสัชสาธารณสุข เช่น พฤติกรรมการใช้ยาของกลุ่มประชากรที่มีความแตกต่างเรื่องเพศ อายุ เชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ-สังคม การใช้ยาในทางที่ผิดของวัยรุ่น เช่น การใช้ยาแก้ไอที่มีโคเดอีนมาเสพเป็นยาเสพติด เป็นต้น รวมทั้งการใช้ความรู้ทางเภสัชระบาดวิทยาและเภสัชเศรษฐศาสตร์มาช่วยในการศึกษาและจัดการปัญหาทางสาธารณสุขที่เกี่ยวกับยาและการใช้ยาของประชาชนด้วย



เภสัชกรสาธารณสุขในหน่วยงานทางสาธารณสุข เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกระทรวงสาธารณสุข ทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข การขึ้นทะเบียนยาและสถานประกอบการ ควบคุมการจำหน่ายยา และควบคุมดูแลการทำงานของเภสัชกร


2. กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม (Pharmaceutical Science) :



2.1 สาขาวิชาเภสัชเวท (Pharmacognosy)
เภสัชเวท เป็นการศึกษาตัวยาและสารช่วยทางเภสัชกรรมจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งพืช จุลินทรีย์ และแร่ธาตุ แหล่ง เช่น น้ำผึ้ง นมผึ้ง เกสรผึ้ง น้ำมันตับปลา หมู วัว แหล่งจุลินทรีย์ เช่น ยีสต์ แบคทีเรีย แหล่งแร่ธาตุ เช่น Aluminium, Magnesium, Clay, Bentonite รวมทั้งพวกสาหร่าย เห็ด รา ด้วย เปลือกสนสกัด สารสกัดเมล็ดองุ่น สารสกัดจากปลาทะเลน้ำลึก อะไรทำนองนี้ รวมทั้ง การใช้เทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการผลิตตัวยาด้วย เช่น การหมักจุลินทรีย์ การเพาะเลี้ยงเซลล์พืชและเซลล์ พันธุวิศวกรรม เป็นต้น



2.2 สาขาวิชาเภสัชเคมี (Pharmaceutical Chemistry)

เภสัชเคมี ก็คือ เคมีของยา ยาก็คือ สารเคมี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ จึงมีโครงสร้างเป็นวงเป็นเหลี่ยมเป็นกิ่งก้านสาขา บางชนิดมีโครงสร้างง่ายๆ แต่บางชนิดก็มีโครงสร้างซับซ้อน อย่างที่น้องหลายคนคงเคยเห็น การตัดหมู่ฟังก์ชันบางตำแหน่งออก การเพิ่มหรือเปลี่ยนหมู่ฟังก์ชัน จะมีผลต่อเภสัชพลศาสตร์และเภสัชจลนศาสตร์ของยา รวมทั้งคุณสมบัติทางเคมีกายภาพของยาด้วย ซึ่งจะมีผลต่อการตั้งสูตรตำรับ โดยเราสามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เหล่านี้ในการวิจัยและการพัฒนายาโดยการปรับปรุงโครงสร้างของยา และการออกแบบยาเพื่อให้มีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการออกฤทธิ์ที่จำเพาะมากขึ้น

2.3 สาขาวิชาเภสัชวิเคราะห์ (Pharmaceutical Analysis)


เภสัชวิเคราะห์ ก็คือ วิชาการวิเคราะห์ยา น่ะแหละ เป็นการหาปริมาณยาและสารปนเปื้อน โดยใช้วิธีการทางเคมีต่างๆ เช่น การวิเคราะห์เชิงน้ำหนัก การวิเคราะห์เชิงปริมาตรหรือการไทเทรต (กรด-เบส, สารเชิงซ้อน, รีด็อกซ์ ) การวิเคราะห์เชิงไฟฟ้า (Potentiometry, Voltametry, Polarography) การวิเคราะห์เชิงแสง (Polarimetry, Turbidimetry, Nephelometry) สเป็คโทรโฟโทเมตริ (UV, IR, NMR, MS) โครมาโทกราฟี่ (HPLC, GC, TLC) โอย.... สารพัด ทำงานในฝ่ายควบคุมคุณภาพในโรงงานยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และอาจได้เป็นพยานในศาลด้วย เพราะฉะนั้น วิเคราะห์ให้ดีล่ะ ไม่งั้นฝ่ายตรงข้ามจะหาจุดผิดพลาดของเราพลิกคดีได้



2.4 สาขาวิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม (Pharmaceutical Technology)


เทคโนโลยีเภสัชกรรม ก็คือวิชาการผลิตยานั่นเอง ถ้าเราลองสังเกตยาแต่ละชนิด จะเห็นความแตกต่างในหลายรูปแบบ แต่พี่เชื่อเลยว่า น้องคงเคยเห็นไม่กี่แบบ หรือนึกได้ ไม่กี่ชนิด แต่ความจริงแล้ว ยามีหลายรูปแบบมาก เช่น ยารูปแบบของแข็ง (ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาผง ยาแกรนูล ยาเหน็บ) ยารูปแบบของเหลว ( อโรมาติกวอเตอร์ สปิริต อิลิกเซอร์ ยาน้ำเชื่อม ยาน้ำอิมัลชัน ยาน้ำแขวนตะกอน) ยารูปแบบกึ่งแข็ง (ยาขี้ผึ้ง ครีม เพสต์ เจล) ยารูปแบบไร้เชื้อ (ยาฉีด ยาฝัง ยาตา ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น ฮอร์โมน วัคซีน เซรุ่ม สารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือด) ยารูปแบบพิเศษ (ยากัมมันตรังสี ยาแอโรโซล ยาแผ่นแปะ ระบบการนำส่งยาแบบต่างๆ) ซึ่งในการผลิตยา ต้องใช้ความรู้หลายสาขา ทั้งชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และเครื่องจักรกล มาใช้ในกระบวนการออกแบบยา การประดิษฐ์ยา การพัฒนานวัตกรรมทางยา และกระบวนการผลิตยา

3. กลุ่มวิชาเภสัชกรรมสังคม (Social Pharmacy) :



3.1 สาขาวิชาการบริหารเภสัชกิจ (Pharmacy Administration)



การบริหารเภสัชกิจ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการบริหาร การจัดการ พฤติกรรมองค์กร การตลาด และการประยุกต์มาใช้ในงานทางเภสัชกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ร้านยา บริษัทยา โรงงานยา ศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการ หรือหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง จริงๆแล้ว เภสัชกรทุกสาขาก็ต้องใช้ความรู้นี้ แต่ตรงตัวเลยก็คือ เภสัชกรการตลาดในบริษัทยาต่างๆ



3.2 สาขาวิชานิติเภสัชศาสตร์ (Forensic Pharmacy)



นิติเภสัชศาสตร์ เป็นการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานทางเภสัชกรรมและเภสัชกรทุกสาขา เช่น กฎหมายวิชาชีพเภสัชกรรม กฎหมายยา กฎหมายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท กฎหมายยาเสพติด กฎหมายเครื่องสำอาง เป็นต้น และในกระบวนวิชานี้ ยังกล่าวถึงจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรม ซึ่งเป็นการศึกษาจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุกสาขา




4. กลุ่มวิชาเภสัชวิทยาและพิษวิทยา (Pharmacology and Toxicology) :



4.1 เภสัชวิทยา (Pharmacology)


เภสัชวิทยา เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยากับร่างกายทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงคลินิก โดยมีการศึกษาใน 2 ลักษณะ คือ เภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ เภสัชจลนศาสตร์เป็นการศึกษาว่าร่างกายทำอะไรกับยา ได้แก่ การดูดซึมยา การกระจายยา การแปรสภาพยา และการขับยา ส่วนเภสัชพลศาสตร์ เป็นการศึกษาว่ายาทำอะไรกับร่างกาย ซึ่งก็คือกลไกการออกฤทธิ์ของยานั่นเอง เช่น การออกฤทธิ์ผ่านทางรีเซปเตอร์, การยับยั้งเอ็นไซม์ เป็นต้น
4.2 พิษวิทยา (Toxicology)



พิษวิทยา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสารพิษชนิดต่างๆ ทั้งสารพิษในธรรมชาติและสารเคมีสังเคราะห์ ยาในขนาดที่เป็นพิษ ลักษณะความเป็นพิษต่อร่างกายในระบบต่างๆ กลไกการเกิดพิษ อาการพิษและการรักษา รวมทั้งศึกษาการใช้ ทดลองในการทดลองทางพิษวิทยาด้วย


4.3 ชีวเภสัชศาสตร์ (Biopharmaceutics)
ชีวเภสัชศาสตร์ เป็นการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยากับร่างกาย โดยศึกษาผ่านทางชีวประสิทธิผลและชีวสมมูล ชีวประสิทธิผล คือ การศึกษาการดูดซึมของตัวยาเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตเทียบกับปริมาณยาที่ให้ไป ส่วนชีวสมมูล คือการศึกษาเปรียบเทียบการละลายออกของตัวยาจากผลิตภัณฑ์ยาตัวอย่างเทียบกับผลิตภัณฑ์ยาต้นแบบ ซึ่งตัวยาเดียวกันก็อาจมีการละลายตัวยาออกจากผลิตภัณฑ์ในอัตราต่างกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตั้งสูตรตำรับและกระบวนการผลิต




บทสรุป



น้องจะเห็นว่า การเรียนเภสัชนั้น เป็นการบูรณาการหลายศาสตร์เข้าด้วยกันเพื่อการศึกษาเรื่องของ “ยา” เราจึงไม่ได้รู้อย่างเป็ดเหมือนที่บางคนพูด แต่เราคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาครับ อย่างคนที่เรียนเน้นมาทางด้านเทคโนโลยีเภสัชกรรม เค้าก็ต้องเชี่ยวชาญด้านการผลิตยา ใช่มั๊ยครับ ? หรือคนที่เรียนเน้นทางด้านเภสัชวิเคราะห์ เค้าก็เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ยา ใช่มั๊ยครับ ? หรือเภสัชกรในโรงพยาบาลเค้าก็เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาในทางคลินิก ใช่มั๊ยครับ ?

“แล้วอย่างนี้ เภสัชกรจะรู้อย่างเป็ดได้อย่างไร” ในเมื่อเภสัชกรคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาในด้านต่างๆตามที่กล่าวมาอ่ะครับ ซึ่งพี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนที่พูดแบบนี้ เค้าคิดยังไง หรือเค้ามองมุมไหน ถึงได้เข้าใจผิดซะขนาดนี้

คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเรียนเภสัชกร

สำหรับคนที่อยากเรียนเภสัช

ไขข้อข้องขัดก่อนตัดสินใจเรียนเภสัชฯ เรียนเภสัชดีไหม? การตัดสินใจเลือกเรียนคณะใด หรือสาขาใดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการพิจารณาจากข้อมูล และความรู้สึกของตนเอง ว่าในขณะนี้ตนกำลังอยู่ในสถานการณ์ใด เราต้องนำข้อมูล และความรู้สึกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมาช่วยในการพิจารณา บางครั้งการมีความฝันเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถที่จะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจได้ หรือการมีคะแนะที่สูงเพียงอย่างเดียวก็เช่นกัน เราต้องมีทั้งความชอบ ความรัก และความจริง ความจริงในที่นี้ก็คือ คะแนนของเราเอง และสถานการณ์ต่างๆ ที่มีส่วนในการเอื้ออำนวย เช่น สถาบันที่จะศึกษาตั้งอยู่ที่ใด ครอบครัว งบประมาณ ดังนั้นจะทำให้เราเห็นได้ว่า การตัดสินในครั้งนี้เราต้องมีการรวบรวมข้อมูลจากทั้งในตัวเราเอง และแวดล้อมมาวางแผนให้อย่างรอบคอบและถ้วนถี่ เพื่อให้อนาคตของเรามั่นคง เป็นไปตามแผนที่เรามุ่งหวัง และมีประสิทธิภาพ คณะเภสัชศาสตร์ในประเทศไทย มีทั้งหมด 12 แห่ง โดยแบ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน 2 แห่ง มีการเรียนการสอน 2 หลักสูตร คือหลักสูตร 5 ปี และ 6 ปี (ศึกษาข้อมูลเพิ่มจากรายละเอียดของแต่ละสถาบัน) ซึ่งทุกสถาบันอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และสภาเภสัชกรรม สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อเภสัชศาสตร์ ต้องมีการวางแผนให้รอบคอบอย่างถ้วนถี่ ต้องมีการติดตามข่าวสาร และข้อมูลจากสถาบันการศึกษา เภสัชศาสตร์ 12 แห่ง อยู่ตลอด เนื่องจากในแต่ละปีการเปิดรับนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์อยู่ในจำนวนจำกัด และมีเวลาเปิดรับสมัครจำกัด แม้ว่าจะมีคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเอกชนรองรับอยู่ถึง 2 แห่ง แต่ในปัจจุบันความต้องการที่จะศึกษาต่อในศาสตร์นี้ค่อนข้างสูง จึงทำให้คณะเภสัชศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเอกชนทั้ง 2 แห่งนี้ ก็มีการแข่งขันในอัตราที่สูงเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะศึกษาต่อเภสัชศาสตร์จึงต้องมีการวางแผนที่ดีและรอบคอบถ้วนถี่ แต่อย่างไรเราก็ต้องถามตัวเราเองเสียก่อนว่าเราจะชอบ รัก มุ่งมั่น อดทน และขยันที่จะเรียนเภสัชศาสตร์จริงหรือไม่ เพียงไร เรียนเภสัชอย่างไร? การศึกษาในคณะเภสัชศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ในประเทศไทยปัจจุบัน มีอยู่ 2 หลักสูตรใหญ่ๆ คือ หลักสูตร 5 ปี และ 6 ปี โดยมีการเรียนการสอนแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรกเป็นการเรียนวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ช่วงที่สองเป็นการเรียนทางด้านเภสัชสาสตร์ในแขนงต่างๆ การเรียนได้แบ่งเป็นสองส่วนคือภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยในช่วงการเตรียมพื้นฐานนั้น เป็นช่วงของการปรับตัว เนื้อหาและรายวิชาจะเป็นความต่อเนื่องมาจากระดับมัธยมศึกษา อาทิ วิชาชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เป็นต้น ก็ล้วนนำเนื้อหาจากระดับมัธยมศึกษามาเรียนในขั้นที่สูงขึ้น ดังนั้นคนที่มีพื้นฐานจากการเรียนในระดับมัธยมที่ดี ก็จะได้เปรียบ แต่ก็อย่าชะล่าใจ เพราะอาจจะพลาดได้เช่นกัน ช่วงที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เรียนวิชาทางเภสัชศาสตร์ในแขนงต่างๆ ก็จะต้องนำความรู้จากภาคเตรียมมาใช้ โดยต้องนำมาประยุกต์ในวิชาต่างๆ แม้แต่วิชาคณิตศาสตร์ หรือฟิสิกส์ที่ดูแล้วไม่น่าเกี่ยวข้องอะไรเลยกับวิชาทางเภสัชศาสตร์ แต่ในความจริงแล้วความรู้ทุกอย่างต้องนำมาใช้ในการเรียนเภสัชสาสตร์ทั้งหมด เช่น การเตรียมยาใน 1 ตำรับ ต้องอาศัยความรู้นอกจากทางด้านเคมีแล้ว ต้องมีหลักของฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ รวมถึงศาสตร์อื่นๆ มาใช้ในการเตรียมตำรับนั้นๆ เพราะเภสัชศาสตร์เป็นการเรียนที่ต้องอิงข้อมูลจากสรรพศาสตร์ โดยนำความรู้มาใช้อย่างบูรณาการ ใครจะไปคิดว่าเราต้องมีความรู้ถึงลักษณะของใบพืช การปลูกต้นไม้ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทำบัญชี การบริหารงานองค์กร กฎหมาย หรือแม้แต่การซ่อมบำรุง และในขณะที่ศึกษานอกจากการเรียนในห้องเรียน และห้องปฏิบัติการแล้ว ผู้ศึกษาต้องผ่านการฝึกปฏิบัติงานในองค์กร หน่วยงาน หรือสถานประกอบการต่างๆ ทางด้านเภสัชกรรม อาทิ โรงพยาบาล ร้านยา โรงงานอุตสาหกรรมยา บริษัทยา เป็นต้น ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าการเรียนเภสัชศาสตร์ต้องอาศัยการสะสมความรู้จากหลากหลายสาขามาใช้ เพราะเภสัชกรไม่ใช่เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องการใช้ยาเท่านั้น หากแต่เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องยามากที่สุด และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ทุกคนต้องผ่านการสอบขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ จึงจะเป็นเภสัชกรได้อย่างสมบูรณ์ทางกฎหมาย และระเบียบของสภาเภสัชกรรม คนเรียนเก่ง กับคนขยัน ใครจะประสบความสำเร็จในการเรียนเภสัชศาสตร์? คำถามนี้อาจจะตอบยากเสียหน่อย แต่ถ้าต้องการชี้ชัดก็คงต้องตอบว่าคนขยัน และอดทน แต่ที่สำคัญต้องเป็นคนมีเพื่อนด้วย เพราะเนื้อหาในการเรียนค่อนข้างเยอะ งานที่ได้รับมอบหมายก็มาก ดังนั้นการเรียนที่ดีในศาสตร์นี้ ต้องช่วยการเรียน การช่วยในครั้งนี้ต้องช่วยให้ถูกต้อง คือช่วยกันค้นข้อมูล ช่วยย่อจับใจความสำคัญ ประเด็นหรือหลักที่ควรจำ ซึ่งการช่วยกันเรียนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะช่วยร่นเวลาในการเรียน คือการอ่านหนังสือ การค้นคว้าให้สั้นลง อีกทั้งบางครั้งก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เรามีสติ และขยันเรียนอย่างมีกำลังใจตลอด ภาษาอังกฤษสำคัญไหม? สำคัญ แต่ไม่ต้องตกใจสำหรับใครที่เป็นคู่ขนานกับภาษาอังกฤษ คือเข้ากันไม่ได้ ไม่เข้าใจเสียที วิธีการคือ ฝึกการเปิดหนังสือภาษาอังกฤษบ่อยๆ อีกทั้งศัพท์ที่เราจะต้องเจอกันอย่างประจำทุกวันก็จะช่วยให้เราอ่านภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น ซึ่งการค้นคว้าข้อมูลส่วนใหญ่ต้องค้นมาจากตำราภาษาอังกฤษ อาทิ การตั้งตำรับยาเตรียม ต้องเปิดดูหนังสือ เช่น USP, BP เป็นต้น เพื่อนำมาอ้างอิงและใช้ในการตั้งตำรับ หรือแม้กระทั่งการเปิดดูรายละเอียดของยาต่างๆ จาก Drug information และ Mims เป็นต้น ไม่เก่งเคมีแล้วเรียนเภสัชฯได้ไหม? ได้ แต่ค่อนข้างต้องขยันให้มากๆ กว่าคนอื่น ถ้าไม่เข้าใจต้องรีบถาม เหมือนกับการเรียนวิชาอื่นๆ เพียงแต่เราจะต้องเจอเคมีอยู่ตลอด ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจในพื้นฐานของเคมีในด้านต่างๆ และวิชาอื่นๆ ก็เช่นกัน มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันแม้แต่คำนวณ เรียนเภสัชฯต้องเก่งท่องจำ หรือเข้าใจมากกว่ากัน? ทั้งสองอย่าง เพราะต้องเรียนอย่างท่องจำที่เข้าใจ เนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างเยอะ หากใช้วิธีจำอย่างเดียว ก็ไม่สามารถจำได้หมด หรือใช้การเข้าใจอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะมันต้องมีสิ่งที่ต้องท่องจำ ดังนั้นเราจึงต้องเรียนอย่างที่เรียกว่า “จำอย่างเข้าใจ” เรียนเภสัชจบแล้วไปไหน? เป็นหนึ่งในคำถามที่หลายคนต้องการรู้ ซึ่งภาพแรกที่ทุกคนนึกถึง ก็คือการเภสัชฯขายยาในร้านยา หรือเภสัชกรในโรงพยาบาล แต่ความจริงผู้ที่สำเร็จการศึกษาเภสัชศาสตร์สามารถประกอบวิชาชีพ และอาชีพต่างๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1. เภสัชกร - เภสัชกรชุมชน (ร้านยา) - เภสัชกรโรงพยาบาล - เภสัชกรโรงงานอุตสหากรรมยา - ผู้แทนยา ฯลฯ 2. อาชีพอื่นๆ - ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร สปา - ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและสุขภาพ - นักวิเคราะห์ ฯลฯ อาชีพเภสัชกรเป็นอาชีพที่ค่อนข้างมีความมั่นคง และเป็นที่ต้องการของสังคมอยู่ตลอด มีความหลากลหายในการประกอบวิชาชีพ และอาชีพอย่างมาก เพราะจากการกล่าวในข้างต้นถึงการเรียนในศาสตร์นี้ จึงทำให้ทราบได้ว่า เภสัชกรเป็นมีความรู้พื้นฐานในด้านต่างๆ ค่อนข้างกว้าง สามารถไปเรียนต่อในด้านต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งสามารถนำความรู้มาใช้ในอาชีพอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ความรู้ทางด้านสมุนไพร กับธุรกิจ “สปา” เพื่อสุขภาพ เป็นต้น letterpk@hotmail.com

ยาทางการแพทย์ที่สำคัญ


ชื่อของยาต่างๆ ที่มีขายในร้านขายยาแผนปัจจุบันหรือใช้ในสถานพยาบาล มีอยู่ 3 ลักษณะ คือ
ชื่อทางเคมี แสดงถึงสูตรโครงสร้างโมเลกุลของยา
ชื่อสามัญ เป็นชื่อง่ายๆ รู้จักแพร่หลายกว่าชื่อทางเคมี
ชื่อทางการค้า บริษัทผู้ผลิตยาเพื่อการค้าจะตั้งชื่อจำเพาะของผลิตภัณฑ์ของตน ห้ามซ้ำกัน ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ชื่อที่ชาวบ้านได้ยินจากการโฆษณาทางสื่อต่างๆ คือชื่อการค้านี้เอง


ยกตัวอย่าง ยาลดไข้ แก้ปวด ที่ใช้กันแพร่หลาย คือ พาราเซตามอล มีชื่อดังนี้
ชื่อทางเคมี ชื่อสามัญ พาราเซตามอล


ชื่อทางการค้า พาราเซต เซตามอล ซารา ไทลีนอล ดากา คาลปอล เป็นต้น แม้จะเป็นยาชนิดเดียวกันแต่ราคาจะต่างกันแล้วแต่บริษัทนั้นๆ จะกำหนด


อาจจ่ายเงินน้อยกว่า
หากไม่เจาะจงชื่อการค้าของยา ซึ่งราคาจะตายตัว เราอาจได้ยาที่ต้องการ (ชื่อการค้าของบริษัทใดก็ได้) โดยพอเหมาะ กับ หรือ ประหยัดงบประมาณในกระเป๋าได้ คือ ถ้าเห็นว่าแพงเกินไปก็บอกเภสัชกรให้เปลี่ยนเป็นยาของบริษัทที่ถูกกว่าได้


ไม่รับประทานยาซ้ำซ้อน
ถ้าไม่รู้จักชื่อสามัญของยา เข้าใจว่ายาคนละชื่อ (ทางการค้า) เป็นยาคนละชนิด ก็อาจซื้อยาชนิดเดิมแต่คนละชื่อมากินเสริมเข้าไป ทำให้สิ้นเปลืองเงิน เสียเวลาในการรักษา และอาจเกิดพิษจากยาเกินขนาดได้
ยาแผนปัจจุบันทุกชนิดจะต้องแสดงชื่อสามัญและชื่อจดทะเบียนทางการค้า
ชื่อทางการค้า จะสังเกตได้ว่ามี R หรือ TM กำกับอยู่ใกล้ชื่อ ย่อมาจาก